ภาคเกษตรไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 3.4 ล้านตันฯ เร่งเครื่องแผน CCAPA มุ่งเป้า Net Zero ภายในปี 2593 - สำนักข่าวพิมพ์ไทย | www.phimthai.com

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Search This Blog

Monday, April 6, 2026

ภาคเกษตรไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 3.4 ล้านตันฯ เร่งเครื่องแผน CCAPA มุ่งเป้า Net Zero ภายในปี 2593

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHG) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน โดยในปี 2566 ภาคเกษตรกรรมของไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 19.02 ของประเทศ หรือประมาณ 73.16 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยมีแหล่งกำเนิดหลักจากก๊าซมีเทนในนาข้าวร้อยละ 47.57 และการหมัก ในระบบย่อยอาหารของสัตว์ร้อยละ 25.81 ซึ่ง (สศก.) ในฐานะหน่วยงานนำเชิงยุทธศาสตร์ได้เร่งวางรากฐาน การบริหารจัดการเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
(สศก.) ได้รับภารกิจเป็นหน่วยงานประสานงานกลางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคการเกษตร และมุ่งขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร พ.ศ.2566-2570 หรือ Climate Change Action Plan for Agriculture (CCAPA) โดยในปี พ.ศ.2566 สามารถลดได้ 3.40 ล้านตันฯ ซึ่งบรรลุเป้าหมายตามแผน CCAPA ที่ตั้งไว้ 1 ล้านตันต่อปีเรียบร้อยแล้ว พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC (Nationally Determined Contributions) ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญา ของประเทศไทยภายใต้ความตกลงปารีสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปัจจุบันกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย NDC 2.0 ที่ 4.1 ล้านตันฯ ในปี พ.ศ.2573 ภายใต้การดำเนินการเองในประเทศ (Unconditional target) และเตรียม ความพร้อมสู่เป้าหมาย NDC 3.0 ที่สูงถึง 7.6 ล้านตันฯ ในปี พ.ศ.2578
นายพีรพันธ์ฯ กล่าวว่า (สศก.) มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพัฒนายกระดับสู่การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการเผา วัสดุเหลือใช้ ลดการปลดปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ก๊าซมีเทน และ ใช้ประโยชน์พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคการเกษตรไทย ควบคู่การจัดให้มีระบบฐานข้อมูลเกษตรกร (Digital Farm Records) ระบบการ ตรวจวัดและประเมินปริมาณการปล่อย การลดและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกตามหลักมาตรฐานสากลด้วยระบบ การตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Digital MRV) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูล แบบดิจิทัลที่รวบรวม ข้อมูลจากการตรวจวัดในระดับพื้นที่ (Monitoring) การจัดทำ รายงานผลการลดก๊าซฯ (Reporting) และการเชื่อมโยง กับระบบทวนสอบ (Verification) เพื่อให้สามารถเข้าสู่ ตลาดคาร์บอนเครดิตสากล ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เสริม จากคาร์บอนเครดิต ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและสินทรัพย์ (ROI & ROA) ให้แก่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการ อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในภาคปศุสัตว์ที่การทำระบบก๊าซชีวภาพ สามารถเปลี่ยน ของเสีย เป็นพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนฟาร์ม ได้อย่างมีนัยสำคัญ และภาคการทำนาข้าวที่ส่งเสริมการจัดการน้ำ แบบเปียกสลับแห้ง ร่วมกับ การปรับระดับดินด้วยเลเซอร์ ซึ่งไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซมีเทน แต่ยังช่วยให้เกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่ม ผลผลิตต่อไร่ได้จริง ส่งผลให้เกิดการยอมรับและขยายผลอย่างต่อเนื่องในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ.2593 อย่างมั่นคง
อย่างไรก็ตาม เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการเกษตร ต้องมีระบบการบันทึกข้อมูลภายในฟาร์ม สวน ไร่นา ที่มีมาตรฐาน เพื่อรองรับการทวนสอบและรับรองความถูกต้อง แม่นยำโดยหน่วยงานกลาง ซึ่งทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมให้คำปรึกษา และสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการเพื่อพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลภายในฟาร์ม สวน และไร่นาให้มีมาตรฐาน สอดคล้องกับระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิต อันจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad



Pages