สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดงานสัมมนาวิชาการ “การเสนอผลงานวิชาการด้านเศรษฐกิจการเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และนิทรรศการนวัตกรรมข้อมูลภาคเกษตร” หรือ Academic Open House & Agricultural Economics Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ ห้องไดมอนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัยและงานวิเคราะห์รวม 8 เรื่อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรเข้าร่วมนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า จุดเด่นของเวทีวิชาการปีนี้ คือการนำข้อมูลและปัญหาภาคเกษตรมาตั้งเป็น “คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์” เพื่อค้นหาคำอธิบายว่า เหตุใดเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องจึงตัดสินใจเช่นนั้น การตัดสินใจดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใด และหากภาครัฐจะดำเนินมาตรการ ควรออกแบบอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศ
“งานของ สศก. ต้องไม่หยุดอยู่ที่การรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงเกิด ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน และหากภาครัฐใช้ทรัพยากรหนึ่งบาท จะสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูล แบบจำลอง และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่หัวใจคือการใช้ดุลพินิจทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักฐาน” เลขาธิการ สศก. กล่าวสำหรับผลงานวิจัยและงานวิเคราะห์ทั้ง 8 เรื่อง ที่นำเสนอ ประกอบด้วย
1.การวางแผนการผลิตเพื่อรองรับความเสี่ยงทางรายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย
- งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า สังคมสูงวัยไม่ได้กระทบเพียงจำนวนแรงงานในภาคเกษตร แต่ยังส่งผลต่อความพร้อมในการลงทุน ความสามารถในการรับความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยี และการส่งต่อกิจการเกษตรไปยังคนรุ่นใหม่ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า อายุ สุขภาพ รายได้ ข้อมูล และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ส่งผลต่อการตัดสินใจวางแผนการผลิตผ่านช่องทางใด และภาครัฐควรช่วยให้เกษตรกรสูงวัย “ทำต่อ ส่งต่อ หรือวางมือ” ได้อย่างเหมาะสมอย่างไร
2.การพัฒนาความร่วมมือบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech
- กรณีศึกษาข้าว สับปะรด กล้วยหอมทอง และอะโวคาโด สะท้อนให้เห็นว่า การแปรรูปไม่ได้สร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกรโดยอัตโนมัติ แม้ทุกฝ่ายจะมองเห็นโอกาสร่วมกัน แต่ความร่วมมืออาจไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากยังมีต้นทุนในการค้นหาคู่ค้า การเจรจา การควบคุมคุณภาพ การขอรับรองมาตรฐาน การติดตามสัญญา และการเข้าถึงตลาด
- งานวิจัยจึงมุ่งค้นหาว่า อุปสรรคที่แท้จริงอยู่ที่เทคโนโลยี เงินทุน การบริหารจัดการ หรือโครงสร้างแรงจูงใจของคู่สัญญา รวมทั้งพิจารณาว่า มูลค่าที่เกิดขึ้นจากการแปรรูปถูกแบ่งปันกลับไปถึงเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนมากน้อยเพียงใด
3.ความเต็มใจจ่ายของเกษตรกรต่อบริการ ASP สำหรับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ
- การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ขณะที่ต้นทุนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตส่วนหนึ่งตกอยู่กับเกษตรกรรายบุคคล งานวิจัยจึงประเมินความเต็มใจจ่ายของเกษตรกรต่อบริการเครื่องจักรและเทคโนโลยี เช่น การปรับระดับนาด้วยเลเซอร์ เครื่องปักดำนา โดรนเพื่อการเกษตร และเครื่องสับย่อยฟาง
- ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาตลาดผู้ให้บริการทางการเกษตร หรือ Agricultural Service Providers (ASPs) รวมถึงการออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยไม่ทำให้ภาครัฐต้องรับต้นทุนทั้งหมด และสามารถเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ด้านการลดคาร์บอนได้อย่างเหมาะสม
4.การจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายสำหรับการฟื้นฟูภาคเกษตรหลังอุทกภัย
- เมื่อทรัพยากรและงบประมาณมีจำกัด การฟื้นฟูหลังอุทกภัยจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ควรช่วยใคร เรื่องใด และในช่วงเวลาใดก่อน เพราะการจัดลำดับตามระดับความเสียหาย ความเปราะบางของครัวเรือน หรือผลตอบแทนต่อทรัพยากรที่ใช้ อาจให้คำตอบที่แตกต่างกัน
- งานวิจัยยังชวนพิจารณาความสมดุลระหว่างเงินเยียวยาระยะสั้นกับการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต ตลอดจนการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การประกันภัยพืชผล การฟื้นฟูปัจจัยการผลิต การจัดการหนี้ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่กลับเข้าสู่วงจรความเปราะบางซ้ำเดิม
5.การประเมินเนื้อที่ยืนต้นปาล์มน้ำมันด้วย AI และภาพถ่ายดาวเทียม SAR
- งานศึกษานำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประมวลผลร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมระบบ Synthetic Aperture Radar (SAR) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการประเมินเนื้อที่ยืนต้นปาล์มน้ำมัน
- ในทางเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลจะมีมูลค่าก็ต่อเมื่อช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้น คำถามของงานจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า แบบจำลองมีความแม่นยำเพียงใด แต่รวมถึงความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดต้นทุนการสำรวจ ลดความผิดพลาดในการคาดการณ์อุปทาน และทำให้การบริหารจัดการปาล์มน้ำมันทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร
6.ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบและศักยภาพตลาดส่งออกทุเรียนไทย
- ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบสะท้อนผลการค้าที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่ใช่หลักประกันความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เนื่องจากการแข่งขันยังขึ้นอยู่กับผลิตภาพ ต้นทุนหลังการเก็บเกี่ยว ระบบโลจิสติกส์ คุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขของตลาดปลายทาง
- งานวิจัยจึงวิเคราะห์ทั้งสถานะของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออก และความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก พร้อมเสนอแนวทางรักษาตลาดเดิม ฟื้นฟูตลาดที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง และกระจายตลาดบนพื้นฐานของกำไรและความเสี่ยง โดยไม่พิจารณาเฉพาะปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว
7.โอกาสทางการตลาดของโกโก้ไทย : งานวิจัยศึกษาทั้งความต้องการของผู้แปรรูป พฤติกรรมผู้บริโภค คุณลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ตลาดให้คุณค่า ตลอดจนระดับราคาและช่องทางจำหน่ายที่เหมาะสม โดยพบว่า แหล่งผลิตในประเทศไทย รสชาติ การรับรองคุณภาพ และเรื่องราวของพื้นที่ผลิต มีส่วนช่วยสร้างความแตกต่างให้แก่ผลิตภัณฑ์โกโก้ไท อย่างไรก็ตาม โอกาสของเกษตรกรรายหนึ่งอาจไม่เท่ากับโอกาสของประเทศทั้งระบบ โดยเฉพาะโกโก้ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีก่อนให้ผลผลิต หากมีการขยายพื้นที่พร้อมกันโดยไม่มีข้อมูลอุปสงค์และตลาดรองรับ อาจนำไปสู่อุปทานส่วนเกินในอนาคต งานวิจัยจึงให้ความสำคัญกับการผลิตที่มีผู้รับซื้อรองรับ การรักษาคุณภาพ และการพัฒนาตลาดควบคู่กับการส่งเสริมการปลูก
8.แนวทางสู่ความสำเร็จในการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน : การผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ และโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบทางสังคม อย่างไรก็ตาม การรับรองมาตรฐานมีต้นทุนคงที่ ทั้งค่าตรวจประเมิน ระบบข้อมูล เอกสาร และการบริหารกลุ่ม ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าเกษตรกรรายใหญ่ งานวิจัยจึงศึกษาปัจจัยความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับมาตรฐาน RSPO ทั้งด้านการบริหารกลุ่ม การมีส่วนร่วมของสมาชิก การสนับสนุนจากโรงงานสกัด ระบบตรวจสอบ และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบ และทำให้ผลตอบแทนจากตลาดกลับไปถึงเกษตรกรอย่างเป็นธรรมเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาร่วมกัน ผลงานทั้ง 8 เรื่องสะท้อนปัญหาภาคเกษตรไทยใน 4 มิติ ที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ข้อจำกัดของเกษตรกรและครัวเรือน โครงสร้างแรงจูงใจและการทำงานของตลาด คุณภาพของข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ และการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันและมาตรฐานในตลาดปลายทางทั้ง 4 มิตินำไปสู่คำถามร่วมกันว่า เหตุใดปัญหาบางประการในภาคเกษตรจึงเกิดขึ้นซ้ำ แม้ทุกฝ่ายจะมีข้อมูลและมีความตั้งใจแก้ไข คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อจำกัด แรงจูงใจ ข้อมูล และกติกาที่ไม่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ข้อมูล แบบจำลอง และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน มาประกอบการออกแบบนโยบาย
“สศก. จะยกระดับงานวิชาการจากการรายงานสถานการณ์ ไปสู่การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์และการประเมินทางเลือกนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ข้อเสนอของ สศก. สามารถตอบได้ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม ความคุ้มค่าของงบประมาณ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเกษตรกร” เลขาธิการ สศก. กล่าวทั้งนี้ ผลงานที่นำเสนอในเวทีดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและผลการศึกษาได้ทางช่องทางเผยแพร่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ โดย สศก. พร้อมเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาข้อมูล องค์ความรู้ และงานวิเคราะห์สำหรับสนับสนุนการกำหนดนโยบายภาคเกษตรของประเทศต่อไป
ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร


















No comments:
Post a Comment