สวทช. โดย ไบโอเทค ยกระดับทรัพยากรเกษตรสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ขับเคลื่อนภาคเอกชนสู่ยุค Climate Economy อย่างยั่งยืน - สำนักข่าวพิมพ์ไทย | www.phimthai.com

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Search This Blog

Friday, July 3, 2026

สวทช. โดย ไบโอเทค ยกระดับทรัพยากรเกษตรสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ขับเคลื่อนภาคเอกชนสู่ยุค Climate Economy อย่างยั่งยืน

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม และฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช. จัดงานสัมมนา “กิจกรรมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน : นวัตกรรมส่วนผสมเชิงหน้าที่จากทรัพยากรเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (Innovative Functional Ingredients: From Agro-Resources to High-Value Products)” เพื่อมุ่งตอบโจทย์ประเทศในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เปลี่ยนพืชเศรษฐกิจและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน นักลงทุน และผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก
ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า งานสัมมนาในวันนี้ มุ่งเน้นยุทธศาสตร์สำคัญของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็นแกนกลางขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ที่เชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้งานวิจัย เทคโนโลยีขั้นสูง แหล่งเงินทุน และมาตรการสนับสนุน เข้ากับความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ การลงทุนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป้าหมายของการสัมมนาครั้งนี้ สวทช.มุ่งเน้นการตอบโจทย์ประเทศในด้านเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรเกษตรและวัสดุเหลือใช้ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในกลุ่ม Functional Sugar และ Bioactive Ingredients เพื่อการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และชีวภาพสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
“ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเทรนด์โลก ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพนั้น สวทช. จึงนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงมาเป็นเครื่องมือปฏิรูปโครงสร้างพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อยกระดับพืชอาหารหรือพลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่การแปรรูปในระดับโมเลกุลชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารเสริม เครื่องดื่มสุขภาพ และเวชสำอาง ที่มีอัตราการเติบโตในตลาดโลกสูงมาก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้ทรัพยากรเกษตรของไทยไม่ให้หยุดอยู่เพียงการเป็นวัตถุดิบต้นทาง แต่สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง ที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคเอกชนไทย และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศได้อย่างยั่งยืน”
ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค ในฐานะสถาบันวิจัยระดับประเทศ มุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมชีวภาพ (Bio-economy) ผ่านแผนงาน Inno Agroindustry ซึ่งขับเคลื่อนโดยทีมนักวิจัยชั้นนำในการปลดล็อกศักยภาพพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยยกระดับไปสู่การแปรรูปในระดับโมเลกุลชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมสูงในระดับกึ่งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Functional Sugar และ Bioactive Ingredients สำหรับป้อนสู่อุตสาหกรรมอาหาร อาหารเสริม และเวชสำอาง
ทั้งนี้ สวทช. เล็งเห็นว่าความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อนวัตกรรมถูกส่งต่อสู่ภาคเอกชนเพื่อการลงทุนเชิงพาณิชย์ จึงได้บูรณาการกลไกภายใน สวทช. ร่วมกัน ทั้งงานสนับสนุนการวิจัยพัฒนาภาคเอกชน (PSR) ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม (IPD) และฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ (BRC) ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี การรับรองโครงการวิจัย และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง โดยจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทลายข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี และผลักดันให้ทรัพยากรเกษตรหลักของไทยกลายเป็นอาวุธทางธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ภายในงานสัมมนา ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างความร่วมมือที่เข้มข้น อาทิ การบรรยายพิเศษเจาะลึก 5 เทคโนโลยีสร้างกำไรจากนวัตกรรมชีวภาพ การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับภาคเอกชน และการให้คำปรึกษาด้านการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น NIA, บพข. และ ITAP นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม One-on-One Consulting เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ และการจัดแสดงบูธนวัตกรรมต้นแบบผลิตภัณฑ์ Champion ของไบโอเทค เพื่อส่งเสริมการต่อยอดโครงการจ้างวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการลงทุนร่วมกันในอนาคต




No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad



Pages