เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ที่สอท.2 บช.สอท. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ เพื่อขอให้ยุติการสืบสวนสอบสวนคดีที่ มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ นายอัจฉริยะ เกี่ยวกับบัญชีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อนกับที่ กองปราบปราม ได้ดำเนินการสอบสวน ไว้แล้ว
นายอัจฉริยะฯ กล่าวว่า วันนี้มามายื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ ในกรณีที่มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ทางตำรวจไซเบอร์ 1 ดำเนินการสืบสวนสอบสวนในบัญชีของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งบัญชีช่วยเหลืออาชญากรรมตนเองใช้มาแล้วกว่า 13 ปี และดังกล่าว เคยถูก กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ดำเนินคดีแล้วในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์และมีการตรวจสอบบัญชีนี้โดยเอาผู้ที่โอนเงินให้กับบัญชีของชมรมฯ มาสอบจำนวนมากและไม่พบการกระทำความผิด และสำนวนคดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์ พนีกงานสอบสวน ได้ส่งให้พนักงานอัยการไป เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และอัยการมีคำสั่งฟ้องที่ศาลอาญา ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
นายอัจฉริยะฯ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหนังสือมาถึงกองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ 1 ให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนในเรื่องเดียวกันคือบัญชีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โดยประเด็นคำถาม ที่มีการสอบถามพยาน ระบุว่า นายอัจฉริยะ เคยเอาบัญชีชมรมช่วยเหลืออาชญากรรม ไปรับบริจาคหรือไม่ ซึ่งตนเองยืนยันว่าไม่เคยรับบริจาคตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา และคำถามของพนักงานสอบสวน ถามว่า เคยมีการนำบัญชีของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไปแปะบนลิงก์ YouTube ของโคนันเมืองไทย หรือไม่ตนเองก็ไม่เคยนำบัญชีไปแปะ
พร้อมย้ำว่า บัญชีนี้เป็นบัญชีส่วนตัวซึ่งไม่ได้เป็นมูลนิธิ ไม่ได้เป็นสมาคมหรือนิติบุคคล ดังนั้นบัญชีนี้จะนำเงินที่ทำมาหาได้ มีที่มาที่ไป สามารถเอาไปใช้อะไรก็ได้ในเรื่องส่วนตัว
ส่วนกรณีที่ถูกดำเนินคดีมองว่าเป็นเรื่องที่ตนเองออกมาเปิดโปงคดีแตงโมและเรื่องของการปลอมหมายจับของศาลในขณะนี้ที่มีการร้องไปยังนายรังสิมันต์ โรมประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และมีการบรรจุเข้าในวาระของกรรมาธิการแล้วคิดว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเองถูกรังแกอย่างหนัก
เมื่อถามว่า ข้อกล่าวหาที่มีความพยายามที่จะดำเนินคดีคือข้อหาอะไร นายอัจฉริยะฯ ระบุว่า มีความพยายามจะดำเนินคดีในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน โดยกล่าวหาว่า ตนเองใช้บัญชีของชมรม ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไปใช้ผิดประเภท ซึ่งจริงๆแล้วชมรมไม่เคยรับบริจาค เมื่อไม่ได้รับบริจาคก็ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวนของไซเบอร์ 1 ไปออกหมายเรียกพยานมาจำนวนมากมาสอบสวน ก็เป็นเรื่องเดิม บัญชีเดิม เหตุการณ์เดิมที่กองปราบปรามทำเสร็จสิ้นไปแล้วจึงเป็นการดำเนินคดีชอบด้วยกฎหมายหรือดำเนินคดีซ้ำ
โดยในช่วงบ่ายวันนี้ นายอัจฉริยะฯ เตรียมเข้าพบพนักงานสอบสวน สอท.1 เพื่อ แสดงความบริสุทธิ์ใจว่าถ้าหากตนเองกระทำผิดก็ยินดีจะมอบมอบตัวและต่อสู้คดีในชั้นอัยการและชั้นศาลต่อไป
อย่างไรก็ตาม วันนี้ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ ผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) มารับมอบหนังสือจากนายอัจฉริยะฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
จากนั้น ในช่วงบ่าย นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.สอท. 1 เพื่อลงบันทึกประจำวันโดยระบุว่า วันนี้ 23 กันยายน 2569 เวลา 13:00 น. นายอัจฉริยะฯ เข้ามาพบพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 แจ้งว่า วันนี้ผู้แจ้งได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวนโดยประสงค์จะยื่นหนังสือชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมที่ 68 / 2569 ด่วนที่สุดลงวันที่ (23 กันยายน) เรื่องร้องคัดค้านและขอให้ยุติ การสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งตร. 355 / 2569 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีซ้ำกับคดีอาญาที่สามหก / 2569 กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ซึ่งมิชอบด้วยกฎหมายและประสงค์จะเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อ รับทราบข้อกล่าวหา
เนื่องจากรับทราบจากผู้รับหมายเรียกว่าในหมายเรียกได้ระบุว่าผู้แจ้งเป็นผู้ต้องหาแล้ว ผู้แจ้งจึงมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยขอพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเนื่องจากผู้แจ้งได้ปรากฏตัวต่อต้านพนักงานสอบสวนแล้วแต่พนักงานสอบสวนอ้างว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน หากรวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอแล้วออกหมายเรียกผู้แจ้งอีกครั้งเพื่อให้มารับทราบ ข้อกล่าวหาต่อไป จึงยังไม่ได้ แจ้งข้อกล่าวหาในวันนี้ จึงขอลงบันทึกเป็นหลักฐานพนักงานสอบสวนเวรได้รับแจ้งไว้ตามความประสงค์ของผู้แจ้งจึงขอให้ลงลายมือชื่อเป็นหลักฐาน





No comments:
Post a Comment